มุนไพร

ติดต่อสั่งซื้อ อนุสรณ์ โทร 081-4323756
E-Mail:
anusornpromin@gmail.com
Web:
http://bansamunprai.net

 

บริษัท บ้านสมุนไพรชัยมงคล จำกัด,
“BAN SAMUNPAI CHAIMONGKOL CO.,LTD”

ประวัติ บริษัท ดี ซูซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล อินคอร์ปอเรชั่น
“ดี ซูซ่า” อินเตอร์เนชั่นแนล ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ 1938,โดยใช้ชื่อว่า ดี ซูซ่า ฟู๊ด คอมพานี ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ดี ซูซ่า คอร์ปปอเรชั่น และเป็น ดี ซูซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล อินคอร์ปอเรชั่น ในที่สุด
เมื่อ ดี ซูซ่า ได้ขยายตลาดครอบคลุมหลายประเทศมากขึ้น โดยยึดมั่นในปรัชญาของบริษัทฯ ที่ว่า มุ่งมั่นสรรค์สร้างสุขภาพดี” ( MOMITMENT TO GOOD HEALTH) ซึ่งมิสเตอร์ พอล ดี ซูซ่า (PAUL DE SOUZA) ผู้ก่อตั้งได้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติตลอดมา
“พอล ดี ซูซ่า” ,(PAUL DE SOUZA) และ ดี ซูซ่า ฟู๊ด คอมพานี ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกรายแรกในธุรกิจ “อาหารเพื่อสุขภาพ” ซึ่งเจริญเติบโตมากมายในปัจจุบัน พอล ดี ซูซ่า (PAUL DE SOUZA) เป็นชาวโปรตุเกตโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ 1911 เป็นบุตรคนโตในจำนวน 17 คน ของเอ็มมานูเอล และมาเรีย ดี ซูซ่า ซึ่งอพยพครอบครัวมาอยู่สหรัฐอเมริกาเมื่อเขาอายุได้เพียง 11 ปี ได้เดินทางออกจากรัฐแมสซาซูเซตเพื่อไปแสวงโชคด้วยตนเองเมื่ออายุ 17 ปี
พอล ดี ซูซ่า (PAUL DE SOUZA) ได้ย้ายมาอยู่ที่รัฐแคลิฟฟอร์เนีย เมื่อปี ค.ศ 1938 พร้อมทั้งได้ก่อตั้งบริษัท ดี ซูซ่า ฟู๊ด คอมพานี เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ปลอดสารพิษ” (ORGANIC FOOD) ขึ้นเป็นแห่งแรกของสหรัฐอเมริกา และหลังจากนั้นก็ได้ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับการเพาะปลูกพืชโดยปราศจากการใช้สารเคมี หรือที่เรียกว่า ORGANIC GARDENING ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพและการบริโภคเพื่อป้องกันโรคภัยไข้จ็บได้อย่างไร หลังจากการค้นคว้าวิจัยอย่างมากมายก็พบว่า “พืชที่ดีต้องมาจากดินที่ดี” แต่ดินที่ถูกทำลายจากปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืชต่างๆ ก็สามารถ “ปฏิพัฒนา” (REJUVENATE) ให้กลับมามีสภาพที่ดีได้ ซึ่งหลังจากที่เขาได้เข้าไปร่วมงานกับ “การเกษตรแห่งประเทศอังกฤษ”  (ENGLISH SOCIETY OF AGRICULTURAL) ในส่วนของ “สมาคมดิน” (SOIL ASSOCIATION) ซึ่งได้หลักการมาจากคัมภีร์โบราณ ฮีบรู (HEBUREW) ของอิสราเอลซึ่งมีอายุกว่า 3000 ปี เกี่ยวกับการฟื้นสภาพดิน เขาก็นำความรู้ทั้งหมดที่ได้กลับมาพัฒนาดินเพื่อการเกษตรกรรมของแคลิฟอร์เนีย จนกระทั้งทำการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษในเชิงพาณิชย์ได้ และป็นผู้ก่อตั้ง ORAGANIC GROWERERS และ GARDENING CLUBS หรือ “สมาพันธ์ผู้เพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษ” ขึ้นเป็นแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันสมาพันธ์ดังกล่าวยังคงดำเนินกิจการและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา โดยมีหน้าที่หลักในการออกหนังสือรับรองคุณภาพเพาะปลูกสำหรับเกษตรที่ปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
พอล ดี ซูซ่า (PAUL DE SOUZA) ได้เรียนรู้ถึงสาระสำคัญที่มีอยู่ในพืช คือ “คลอโรฟิลล์” (CHLOROPHYLL) ว่ามีประโยชน์เอนกอนันต์ต่อมวลมนุษย์ชาติทั้งหลาย “คลอโรฟิลล์” สามารถเปลี่ยนพลังงานธรรมชาติคือแสงอาทิตย์ และของเสียคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้กลายเป็นคาร์โบไฮเดรตและก๊าซออกซิเจน ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนาย์ สัตว์และพืช ถ้าปราศจาก “คลอดรฟิลล์” แล้วก็แทบจะเรียกว่าจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดบนโลกนี้อีก
พอล ดี ซูซ่า (PAUL DE SOUZA) มีความภูมิใจมากที่เป็นคนแรกที่สามารถสกัด “คลอโรฟิลล์” ออกมาใช้งานได้ในเชิงพานิชย์ และเป็นคลอโรฟิลล์ชนิด “ละลายน้ำได้” (WATER SOLUBLE) และ ดี ซูซ่า ฟู๊ด คอร์ปอเรชั่น คือผู้ผลิตรายแรกที่ผลิต “คลอโรฟิลล์” ออกจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคไปตั้งแต่ ปี ค.ศ 1957 เป็นต้นมา “คลอดรฟิลล์” ของ ดี ซูซ่า ได้รับการยอมรับว่าเป็น “คลอโรฟิลล์” ที่บริสุทธิ์ที่สุดที่มีจำหน่ายในท้องตลาดในปัจจุบัน และเป็นเพียงบริษัท เดียวที่ได้รับหนังสือรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ในเงื่อนไขความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์
ในช่วงชีวิตของ “พอล ดี ซูซ่า (PAUL DE SOUZA)” ได้แต่งหนังสือไว้หลายเล่ม และได้รับรางวัล ต่างๆ มากมาย บั้นปลายของชีวิตเขาได้หันมาศึกษาค้นคว้าทางด้านปรัชญาของการดำรงชีวิตทำให้เขาพบว่า “อะไรก็ตามที่เราได้ทำลงไปถูกบ้าง ผิดบ้าง ตามความแข็งแกร่งและอ่อนแอในตัวเรา ทั้งหมดเกิดจากการกระทำของตัวเราเองทั้งสิ้น เราจะไปโทษอะไรอื่น หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ไม่ได้ เพราะตัวเราเองเป็นผู้กระทำ”
สรุปก็คือ ถ้าเราทำวันนี้ดี อนาคตคือพรุ่งนี้ก็ต้องดี ตัวเราไม่เบียดเบียนผู้อื่น จิตใจเราก็สงบ ตรงกับหลักของศีล 5 ในพุทธศาสนา ซึ่งถ้าเรารักษาได้ครบ เราก็มีสติ มีสมาธิปัญญาก็เกิด ทำให้จิตใจเราสงบเป็นหนึ่งเดียว คือ UNITY OF LIFE หรือ UNITC ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่ “พอล ดี ซูซ่า” (PAUL DE SOUZA) เขียนไว้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเดือนตุลาคม ค.ศ 1987
ในปี ค.ศ 1998-1999 บริษัท ดี ซูซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล อินคอร์ปอเรชั่น ได้รับรางวัลผู้ส่งออกดีเด่น จากกระทรวงพานิชย์ของสหรัฐอเมริกา ดังผลของปรัชญาที่ว่า “มุ่งมั่นสรรค์สร้างสุขภาพที่ดี” หรือ “COMMITMENT TO GOOD HEALTH”

ประวัติของ โรซารี่ ดี ซูซ่า (Mrs.Rosalie P. De Souza)
“โรซารี่ ดี ซูซ่า” ประธานบริษัท ดี ซูซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล อินคอร์ปอเรชั่น ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งในบริษัทฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ 1970 โรซารี่ ดี ซูซ่า เป็นนักจิตวิทยา อุทิศเวลาให้กับการศึกษาด้านศาสนา และให้การสนับสนุนช่วยเหลือในการค้นคว้าวิจัยเพื่อสิ่งต่างๆ อาทิเช่น ด้านสุขภาพ ด้านความสุข และด้านมีชีวิตที่สงบสุข และในที่สุดเมื่อเธอได้พบและแต่งงานกับ “พอล ดี ซูซ่า” ผู้ค้นพบ และได้ก่อตั้งบริษัทฯ ขึ้นจนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ “โรซารี่ ดี ซูซ่า” ยังคงมีโครงการที่จะเปิด Universal Love Activity Wholistic Center ขึ้นในรัฐอริโซน่า เพื่ออุทิศให้แก่สามีที่ล่วงลับไปแล้ว
ประวัติของ “แคทเทอรีน โอ ฮีล” (Mrs.Kathryn O.Hill)
หลังจากชีวิต 40 ปี ในการทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์เทคนิค และวิศวกรรมเครื่องกลแคทเทอรีนได้ย้ายจาก ออเร้นจ์ รัฐแคลิฟอเนีย ไปยัง ซาน จาซินโต้ และได้ลาออก เมื่อปี 1991 ในปีถัดมาเธอได้มีโอกาศเข้าร่วมทำงานที่ บริษัท ดี ซูซ่า เธอได้ทุ่มเทให้กับการศึกษาด้านโภชนาการเพื่อการมีชีวิตที่ดีในปี 1992 เธอได้ดำรงตำแหน่งเป็น Office Co-ordinator และในเดือนมิถุนายน ปี 1994 เธอดำรงตำแหน่งเป็น Vice President Operations.
“ทุ่งอัลฟัลฟ่า”, (หญ้ามหัศจรรย์)
จากทุ่งกว้างสุดสายตา “ราชาแห่งอาหาร” ทั้งมวล “อัลฟัลฟ่า (Alfalfa)” จะถูกตัดและนำไปทำความสะอาดก่อนที่จะนำเข้าขบวนการสกัดเอา “คลอโรฟิลล์” โดยกรรมวิธี, “ฟรีซดราย”, (Freeze Dried) เพื่อให้คงสภาพและสารอาหารอย่างครบถ้วน หลังจากนั้นวัตถุดิบที่ได้ (Raw Material) จะถูกส่งไปวิเคราะห์คุณภาพที่ห้องทดลอง ทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ของ De Souza ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า 98% (“มาตฐาน FDA คือ 95% ถึงเรียกว่า Pure Chlorophyll”)
ทุกครั้งที่ผลิตจะได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดก่อนที่จะถูกส่งไปยังหน่วยผลิต ซึ่งได้มาตรฐาน ISO 9002 เพื่อผลิตเป็นน้ำต่อไป
-    หลังจากวัตถุดิบถูกส่งไปถึงหน่วยผลิตแล้วจะถูกเก็บไว้ในพื้นที่ที่ผู้ไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้าเด็ดขาดและจะมีการตรวจสอบคุณภาพอีกครั้งโดยห้องทดลองของหน่วยผลิตและโดยผู้เชี่ยวชาญของ “DE SOUZA INTERNATIONAL.,INC”
-    CALIFORNIA,U.S.A

(ผลิตภัณฑ์ของ DE SOUZA INTERNATIONAL,INC.CALIFORNIA,U.S.A)
-    ต้องสะอาด
-    บริสุทธิ์คงคุณภาพ
-    สม่ำเสมอทุกหยด
“คลอโรฟิลล์-พลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า”
“คลอโรฟิลล์คืออะไร”,
อะไร คือ พลังงานสีเขียวจาก อัลฟัลฟ่า
“พลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า” คือ คลอโรฟิลล์ ที่ได้จาก “อัลฟัลฟ่าสด” ที่เจริญเติบโตสดใสแข็งแรงด้วยขบวนการพิเศษ ที่สามารถถนอมคุณค่าทางโภชนาการทั้งมวล เช่น เกลือแร่ เอ็นไซม์ และแอนตี้ อ๊อกซิแดนซ์ สารโภชนาการที่ได้นี้เป็นสารอาหารทางธรรมชาติ ที่มีความสมบูรณ์และสมดุลต่อความต้องการของร่างกายอย่างน่ามหัศจรรย์
ด้วยควารู้และภูมิปัญญาทางด้านสุขอนามัยในปัจจุบันนี้ ซึ่งผ่านการวิจัยมานานปี จากอเมริกาได้ใช้กรรมวิธีการผลิตแบบถนอมอาหาร ทำให้สามารถผลิตอาหารแห่งชีวิตที่ร่างกายสามารถย่อยและนำไปใช้ประโยชน์ต่อทุกเซลล์ในร่างกาย

“พลังงานชีวิตที่ได้รับจากอัลฟัลฟ่า คือ หนทางไปสู่สุขวัฒนะของมนุษย์”
“พลังงานสีเขียวจาก อัลฟัลฟ่า” นอกจากจะช่วยบำรุงรักษาแล้ว ยังสามารถช่วยต่อต้านโรคร้ายหลายชนิดได้แก่ ความดันโลหิตสูง (    High Blood Pressure) คลอเรสเตอรอลสูง (High Cholesterol) โรคหัวใจ (Heart Disease) โรค-เอสด์ (AIDS) โรคภูมิแพ้ (Allergies) กลิ่นตัว (Body Odor) โรคชรา (Aging) ผิวหนังเหี่ยวแห้ง (Wrinkle And Tued Skin) และการก่อตัวของ อนุมูลอิสระ (Free Radial Formation)
ขณะเมื่อท่านอ่านต่อไป ท่านจะพบกับแนวทางที่จะเปลี่ยนชีวิตของท่านอย่างถาวร พลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่าสามารถพัฒนาสุขภาพและให้พลังงานชีวิตที่มากกว่าทำให้ท่านรู้สึกดีขึ้น ดูดีขึ้นอายุยืนยาว และช่วยต่อต้านโรคร้ายหลายชนิด

คลอโรฟิลล์-พลังงานสีเขียวเพื่อสุขวัฒนะ

คลอโรฟิลล์กับคุณค่าทางอาหารที่พิเศษ
จากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ธัญพืชและหญ้าเป็นอาหารหลักและยาของสัตว์โลกนานาชนิดในสังคมสมัยใหม่ ที่นิยมอาหารจานด่วน (Fast Food) อาหารเหล่านี้ขาดพลังโภชนาการทางธรรมชาติและก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพ สิ่งที่ขาดหายไปนี้ไม่อาจทดแทนได้ด้วยตัวยาใดๆ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่อาหารที่เราบริโภคควรจะต้องกลับสู่ธรรมชาติ
ในการวิจัยค้นคว้าหาพืชอาหารในฝันที่อุดมด้วยโภชนาการ ได้มีการวิเคราะห์พืชอาหารแทบทุกชนิดมากกว่า 6000 ชนิด ซึ่มทั้งถั่ว ผัก หญ้า และพืชสมุนไพรต่างๆ จากเมล็ด ใบ ต้น ของพืชเหล่านั้น ในที่สุดค้นพบว่าพลังงานสีเขียว หรือ คลอโรฟิลล์ จาก อัลฟัลฟ่า นั้น คือ พืชอาหารในฝัน
ในเมื่ออัลฟัลฟ่า มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเช่นนี้ การนำเอาอัลฟัลฟ่ามาสกัดเอาน้ำสีเขียวมาบริโภคโดยตรง จะได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ได้ แต่อาจจะได้สารอาหารไม่ครบถ้วน เพราะสารอาหารหลายชนิดต้องการเครื่องมือสกัดพิษ จึงจะแยกออกมาได้อีกทั้งจะสลายตัวอย่างรวดเร็วหลังจากถูกสกัด จึงต้องมีขบวนการถนอมอาหารพิเศษที่จะรักษาโภชนาการเหล่านี้โดยเฉพาะ
“อัลฟัลฟ่า เป็นพืชตระกูลถั่ว” ซึ่งขึ้นในแถบทะเลทรายเมื่อกว่า 2000 ปี ก่อนคริสตกาล ได้มีการค้นพบ อัลฟัลฟ่า และนำมาใช้เป็นสมุนไพร เพื่อเพิ่มความแข็งแรงแก่ร่างกาย
อัลฟัลฟ่า นอกจากอุดมไปด้วยสารอาหารแล้วยังมีคลอโรฟิลล์สูงเป็นพืชที่ให้ “เอสโตรเจน” ธรรมชาติรวมไปถึงเอนไซม์ 8 ชนิด คือ ไลเปส (Lipase) ,อามีเลส (Amylase),โคกูเลส (Coagulase) อีมัลซิน (Emulsin), อินเวอเทส (Invertase) ,เปอร์ออกซิเดส (Peroxidase),เพคติเนส (Petinase),และ โปรตีส (Protese) ที่สามารถต่อต้านสารพิษต่างๆ ได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ

วิวัฒนาการและขบวนการผลิตพลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า
หลังจากการค้นคว้าพบว่า พลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่ามีคุณค่าทางอาหารที่ดีที่สุด แต่ก็ยังต้องค้นคว้าหาวิธีการสกัดและการเก็บรักษาให้อยู่ในรูปที่ให้ความสดเหมือนมีชีวิต (Vital) เพื่อรักษาคุณค่าและประสิทธิภาพของสารอาหารเหล่านั้น จากการค้นคว้าอย่างต่อเนื่องมานานนับศตวรรษ ได้ค้นพบขบวนการผลิตสารพลังงานสีเขียวนี้ ที่สามารถจะถนอมคุณค่าทางโภชนาการได้ครบถ้วน และเป็นสารพลังงานสีเขียวที่ร่างกายสามารถย่อยง่าย และดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขบวนการผลิตเหล่านี้ เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดใบที่เติบโตที่ แต่ไม่แก่เกินไปและแยกเส้นใยออกด้วยลูกกลิ้งชนิดพิเศษที่สามารถจะคั้นเอาน้ำสีเขียวออกมา น้ำอัลฟัลฟ่าสีเขียวนี้จะถูกดูดความชื้นออกไปและทำให้แห้งภายใน 3 วินาที โดยวิธีการฟรีซครายภายใต้อุณหภูมิเย็นพิเศษ ที่ให้ได้คลอโรฟิลล์ผงที่ละลายน้ำได้ 100 % ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารและพลังงานแก่ชีวิต ผงสกัดที่แห้งสนิทนี้สามารถเก็บรักษาได้นานนับปี
ทุกวันนี้พลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่าและคุณค่าทางโภชนาการที่มหัศจรรย์ ได้รับการยอมรับกว้างขวางมากยิ่งขึ้นทุกที

เอ็นไซม์เพื่อเพิ่มปฏิกิริยาและพลังงาน
ร่างกายมนุษย์มี “เอ็นไซม์” มากกว่า 3000 ชนิด เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ “เอ็นไซม์ทำหน้าที่” เป็นตัวก่อให้เกิดปฏิกิริยาหรือเร่งปฏิกิริยาของร่างกายให้รวดเร็วขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น การย่อยอาหาร การหายใจ การหมุนเวียนของโลหิต ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีเอ็นไซม์ช่วยชักนำทั้งสิ้น
“เอ็นไซม์”   มีบทบาทต่อทางชีวเคมีของร่างกายอย่างสำคัญยิ่ง ระบบภูมิต้านทาน การจำกัดสารก่อมะเร็งออกจากร่างกาย ฯลฯ จะสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพจะต้องมีเอ็นไซม์ช่วยก่อให้เกิดปฏิกิริยา
ขบวนการผลิตคลอโรฟิลล์ ที่ดีต้องคำนึงถึงคุณค่าอันสูงยิ่งของเอ็นไซม์ ที่มีต่อร่างกายจึงได้ใช้วิธีการผลิตที่ใช้อุณหภูมิเย็นพิเศษ และใช้ระยะเวลาระเหยแห้งเพียง 3 วินาทีเท่านั้น ทำให้สามารถถนอมเอ็นไซม์เอาไว้ได้อย่างดียิ่ง เป็นกระบวนการผลิตแบบใช้เทคโนโลยีสูงสุดเท่าที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันและต้นทุนการผลิตก็สูงที่สุดด้วยซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า “ฟรีซดราย (Freeze Dry)”

เอ็นไซม์แอนตี้อ๊อกซิแดนท์ต่อต้านอนุมูลอิสระ
“สารก่อมะเร็ง” ที่เรียกว่า “อนุมูลอิสระ” เกิดขึ้นได้โดยขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย (Metabolism) ในคนที่ปกติการเกิดอนุมูลอสระจะถูกควบคุมปริมาณเอาไว้ แต่ถ้าหากมีอนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายหรือเกิดขึ้นมากผิดปกติ ตัวอนุมูลอิสระนี้จะไปทำลายเซลล์ปกติให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว อันป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจวาย มีบางทฤษฎีเชื่อกันว่า “อนุมูลอิสระ”  นี้ คือ ต้นตอหรือรากเหง้าของโรคทุกโรคของร่างกายเลยทีเดียว
ไขมันที่เรียกว่า “ไลปิดเปอร์อ๊อกไซด์” ก็เป็นอันตรายต่อผนัง ดี.เอ็น.เอ (DNA) ของเซลล์ในร่างกายซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบ หลอดเลือดแข็งตัว แก่ก่อนวัย โรคหัวใจ ฯลฯ
เอ็นไซม์บางชนิด เป็นสาร “แอนตี้อ๊อกซแดนท์” เช่น เอ็นไซม์ซุเปอร์อ๊อกไซด์ดีสมูเทส (Super Oxide Dismulase หรือ SOD) จะกำจัดอนุมูลอิสระ และสารไลปิดเปอร์อ๊อกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกำจัดไลปิดเปอร์อ๊อกไซด์ที่เกิดขึ้นโดยทันทีจะป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุดพลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า อุดมไปด้วยเอ็นไซม์ต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงเปอร์อ๊อกซิเดสที่สำคัญยิ่ง
สารเคมีกำจัดวัชพืช พาราคว็อค ชพ่นกำจัดพืชสีเขียวทุกชนิด ปฏิกิริยาของมันจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระในเซลล์ของพืชที่ถูกฉีดพ่น ใบสีเขียวจะแห้งตายอย่างรวดเร็ว แต่พาราคว็อคไม่สามารถฆ่าอัลฟัลฟ่าได้ เนื่องจากปริมาณเอ็นไซม์ในลำต้นและใบ รวมไปถึงระบบรากที่อยู่ลึกลงไปในดินได้ถึง 130 ฟุต ในบางพื้นที่ยาฆ่าวัชพืช จึงม่สามารถทำอะไรต้นอัลฟัลฟ่าได้และในตัวอัลฟัลฟ่าจะต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระดังกล่าวด้วย
“การค้นพบสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ตัวใหม่”
ความสำเร็จในการสกัดเอาสาร “แอนตี้อ๊อกซิแดนท์” ตัวใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า สาร 2-0-GIV (2-0-Giy-cosyli sovitexin) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ฟลาโวนอย โดยการสกัดได้จาก “อัลฟัลฟ่า”
“แอนตี้อ๊อกซิแดนท์” ฟลาโวนอยจะออกฤทธิ์ และมีปฏิกิริยา แอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถป้องกันการเกิดไลปิดเปอร์อ๊อกไซด์ได้ดีด้วย ปฏิกิริยา คิเลท (Chelet) เป็นการทำลายอนุมูลอิสระโดยสาร 2-0-GIV ซึ่งออกฤทธิ์กำจัดปฏิกิริยาไลปิดเปอร์อ๊อกซิเดชั่น เอเย่นต์ (อันเนื่องจากจากรังสีอุลตร้าไว โอเล็ท) จะลดลงมากกว่า 50% เมื่อถูกสาร 2-0-GIV
ผลจากการทดลองได้พลว่าสารแอนตี้อ๊อกซิเดนท์ 2-0-GIV ออกฤทธิ์ ได้ดีกว่าโทรโคฟีรัล (Tro-copheral) และบีเอชที (BHT) ในการต่อต้านโรคมะเร็ง

พิชิตโรคเรื้อรัง
เราได้ทราบถึงกรรมวิธีการผลิตคลอโรฟิลล์ จากอัลฟัลฟ่า ที่มุ่งหวังการถนอมสารอาหารทุกชนิดเอาไว้ทำให้ได้ค้นพบโภชนาการที่สำคัญ ที่มีอยู่ในคลอโรฟิลล์ ก็คือ ไวตามิน เกลือแร่ เอ็นไซม์ และสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ซึ่งต่างก็อยู่ในรูปยังมีชีวิต (Vital) อยู่
ด้วยบทบาทของโภชนาการสำคัญเหล่านี้ ทำให้ร่างกายของผู้ใช้ คลอโรฟิลล์ สามารถต่อต้าน และป้องกันโรคเรื้อรังที่ร้ายแรงได้หลายชนิด เช่น โรคหัวใจ ลดคลอเรสเตอรอล ช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง ชะลอความแก่ ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบ ตับอักเสบ โรคภูมิแพ้ กลิ่นลมหายใจ และกลิ่นตัว

“คลอโรฟิลล์กัดต้นเหตุของโรคหัวใจ”
โรคที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนโลหิต เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตในประเทศพัฒนาแล้ว คือเส้นเลือดหัวใจอุดตัน และอัมพาต เป็นผลสืบเนื่องจากระดับไขมันในเลือดสูง และความผิดปกติของหลอดเลือดอักเสบอนุมูลอิสระจำพวกปอร์อ๊อกไซด์ และอ๊อกไซด์ต่างๆ ทำให้ผนังหลอดเลือดอุดตัน อาหารและเอ็นไซม์ไม่สามารถจะไหลผ่านไปได้ เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายโดยเฉียบพลัน
อาการเบื้องต้นของคนเป็น “โรคหัวใจ”เรียกว่า แองไจน่าแมคอริส ก็คืออาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณหน้าอกเหมือนถูกของมีคมทิ่มแทงกลางหน้าอก (Heart Attack) จนหายใจไม่ออก เป็นสื่อสัญญาณอันตรายของการเกิดหัวใจวาน (Heart Failure)

“แร่ธาตุอาหารและเกลือแร่สำคัญ”
แร่ธาตุมีความจำเป็นต่อร่างกาย แร่ธาตุบางตัวมีคุณสมบัติเป็นโลหะ เช่น ธาตุเหตุเหล็ก โปแตสเซียม ทองแดง สังกะสี แมงกานีส แร่ธาตุบางตัวมีคุณสมบัติเป็นด่าง เช่น โซเดียม ฟอสฟอรัส และแคลเซียม
ร่างกายต้องการแร่ธาตุน้อย แต่การขาดแร่ธาตุจะทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้ เช่น การขาดธาตุเหล็กจะทำให้เกิดโรคโลหิตจาง การขาดสังกะสี จะทำให้เกิดโรคเบาหวาน การขาดแคลเซียม จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน หรือกระดูกอ่อน
การทำงานของไวตามินและเอ็นไซม์หลายชนิดจะต้องมีแร่ธาตุอาหาร เช่น เอ็นไซม์ซุปเปอร์อ๊อกไซด์คีมเทสต้องการธาตุสังกะสีและทองแดงในการเกิดปฏิกิริยา เป็นต้น

“หัวใจต้องการโปแตสเซี่ยม”
หัวใจซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งที่แข็งแรงและทำงานสูบฉีดตลอดเวลา ในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจนั้นต้องการแร่ธาตุโปแตสเซี่ยมลดลงจะทำให้สัดส่วนของโซเดียมจะเพิ่มขึ้น
การทำงานเคร่งเครียดในแต่ละวัน จะทำให้ระดับโปแตสเซี่ยมในเลือดลดลง ซึ่งถ้าท่านทำงานเครียดจะต้องเพิ่มระดับของโปแตสเซียมให้สมดุล อาหารจานด่วนและอาหารปรุงแต่งในปัจจุบันนี้ มักขาดโปแตสเซี่ยมการบริโภคอาหารประเภทนี้บ่อยครั้งจะทำให้ร่างกายขาดธาตุโปแตสเซี่ยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะป็นผลทำให้เกิดโรคหัวใจขึ้นมาได้
พลังของโปแตสเซี่ยมธรรมชาติ
ต้นเหตุของความดันโลหิตสูงเกิดจากหลอดเลือดตีบตัน และการมีแร่ธาตุโซเดี่ยมสูงผิดปกติ ดังนั้นเพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง จึงต้องจำกัดการบริโภคเกลือและต้องบริโภคโปแตสเซี่ยมให้เพียงพอ
“คลอโรฟิลล์ มีโปแตสเซี่ยมสูง” โซเดียมต่ำ และช่วยลดคลอเรสเตอรอลอันเป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบตัน จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

“อัลฟัลฟ่า อุดมไปด้วยเม็ดเลือดสีเขียวของพืช”
โดยสัญชาติญาณเราจะรู้สึกสงบ ผ่อนคลายและสบายใจกับสีเขียว ทั้งนี้เพราะสีเขียวก่อให้เกิดภาพพจน์ของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และภาพพจน์ของคลอโรฟิลล์
คลอโรฟิลล์ มีสีเขียวเข้ม เป็นคลอโรฟิลล์สดที่ได้จากอัลฟัลฟ่าที่เติบโตอย่างแข็งแรง คลอโรฟิลล์ได้รู้จักกันมานานนับกว่าร้อยปี คือ เม็ดเลือดเขียว ซึ่งเชื่อกันว่าจะเปลี่ยนเม็ดเลือดแดงเมื่อมนุษย์บริโภคเข้าไป เมื่อพิจารณาถึงสูตรโครงสร้างทางเคมีแล้ว จะเห็นว่าคลอโรฟิลล์และเม็ดเลือดแดงมนุษย์มีสูตรโครงสร้างที่เป็นฝาแฝดกันจะต่างกันแต่ธาตุเหล็กและธาตุแมกนีเซี่ยมที่มีอยู่ในเม็ดเลือดแดงและคลอโรฟิลล์ตามลำดัลเท่านั้น
พลังงานและคุณค่าของคลอโรฟิลล์ต่อร่างกายมนุษย์มีมากอย่างคาดไม่ถึง สามารถช่วยระบายการย่อยอาหารได้ เมื่อท่านมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร โรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร อาการเจ็บปวดและคลื่นเหียนจะทุเลาทันทีที่ดื่มคลอโรฟิลล์ หรือน้ำอัลฟัลฟ่า

“อุดมด้วยโภชนาการ”
นอกจากคลอโรฟิลล์แล้ว อัลฟัลฟ่ายังมีโภชนาการสมดุลและสมบูรณ์ด้วยโปรตีน ไวตามิน เกลือแร่ เอ็นไซม์และสารแอนตี้ออกซิเดนท์
ไวตามินมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพร่างกาย จึงทำให้มีการผลิตไวตามินสังเคราะห์ขึ้นมาจำหน่ายในท้องตลาด การบริโภคไวตามินสังเคราะห์ในอัตราสูงๆ เพียงชนิดเดียวอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียงขึ้นได้
ร่างกายต้องการไวตามิน แต่ปริมาณความต้องการไวตามินของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป การบริโภคไวตามินในรูปอาหารธรรมชาติจะทำให้ได้สารอาหารที่สมดุลเข้าไปในร่างกาย กล่าวคือ ได้ทั้งไวตามิน เกลือแร่ และเอ็นไซม์ ซึ่งจะมีบทบาทเสริมพลังต่อกันให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุดและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
อัลฟัลฟ่า อุดมไปด้วยไวตามิน  เช่น แคโรทีนนอยด์ (ไวตามินเอ) ไวตามินบี 1, บี 6,ไวตามินมิน ซี , ไวตามินอี,ไวตามินดี,ไวตามินเค,ไนอะซีน,ไบโอทินและแพนโทธีนิค,รวมทั้งยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วนทั้ง 8 ชนิด ได้แก่ กรดอะมิโนไลโซลิวซีน ลิวซีน ไลซีน เมไธโอมีน ฟีนอลอะลามีน เทรโอนีน ทริปโตฟาน และวาลีน กรดอะมิโนเหล่านี้ ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างเองได้ แต่ต้องมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ
พลังสีเขียวที่ได้จากอัลฟัลฟ่า เป็นแหล่งไวตามินอย่างดี และมีความปลอดภัยต่อการบริโภคเพราะเป็นอาหารธรรมชาติที่สมดุลกัน ดังนั้นจึงไม่ต้องวิตกเกี่ยวกับการบริโภคเกินกว่าอัตราที่กำหนดว่าจะมีผลข้างเคียง

“ผลของเปอร์ออกซิเดส (Peroxidase) ในการต่อต้านโรคมะเร็ง”
“คลอโรฟิลล์ จากต้นอัลฟัลฟ่า”  มีเอ็นไซม์ ชื่อ เปอร์ออกซิเดส ทำหน้าที่สลายอนุมูลอิสระหรือสารก่อมะเร็งและป้องกันเซลล์ปกติไม่ให้เป็นเซลล์มะเร็ง
นอกจากนี้คลอโรฟิลล์ จากอัลฟัลฟ่ายังมีไวตามินที่ทำหน้าที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ เป็นจำนวนมาก เช่น ไวตามินเอ ไวตามินซี และไวตามินอี ซึ่งช่วยกำจัดสารก่อมะเร็งอีกด้วย
การที่ไวตามินเหล่านี้ทำงานร่วมกับเอ็นไซม์เปอร์ออกซิเดส จึงทำให้คลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟ่ามีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสารก่อมะเร็งมากกว่าการใช้สารเพียงตัวใดตัวหนึ่ง
เมื่อไม่กี่ปีนี้ น้ำมันพืช (ลิโนเลอิก แอซิด) ได้ถูกรายงานว่าสามารถใช้ลดคลอเรสเตอรอลได้ แต่อย่างไรก็ตามได้มีการค้นพบว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวอย่างไลโนแลอิก สามารถถูกออกซิไดซ์โดยอนุมูลอิสระกลายเป็นไขมันเปอร์ออกไซด์ซึ่งจะป็นอันตรายต่อ ดีเอ็นเอ (DNA) ผนังเซลล์และผนังหลอดเลือดทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้กรดไขมันตัวนี้อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ โรคเบาหวาน และโรคผิวหนังอักเสบ (Atopic dermatitis)
คลอโรฟิลล์ มีคุณสมบัติต่อต้านออกซิเดชั่นและกำจัดอนุมูลอิสระ จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งและโรคดังกล่าวข้างต้น
การบริโภคคลอโรฟิลล์ จะทำให้มีภูมิต้านทานต่อโรคเหล่านี้ เพราะโลกในปัจจุบันมีสิ่งแวดล้อมเป็นพิษทำให้มีสารพิษ สารก่อมะเร็งและอนุมูลอิสระล้อมรอบตัวเราอยู่ทุกขณะ

“โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์)”
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์) เกิดจากเชื้อไวรัส ได้ค้นพบในปี 1981 โรคเอดส์มี 2 ชนิด HIV-1 (พบมากในอเมริกาใต้ ยุโรปและเอเชีย) และเชื้อ HIV-2 (พบมากในอัฟริกาตะวันตก)

“ความหวั่นวิตกของการติดโรคเอดส์”
โรคเอดส์ เป็นภัยร้ายแรงที่อาจทำให้มนุษยชาติถึงกับสูญพันธุ์ได้ จึงเป็นที่หวาดหวั่นของทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคนี้เมื่อเป็นแล้วยังไม่มีวิธีหรือยาใดๆ รักษาได้ในขณะนี้ การแพร่ระบาดทางเพศสัมพันธ์ทำให้การป้องกันทำได้ยาก การถ่ายเลือดก็ยังเป็นสาเหตุของการระบาดของโรคนี้

“การละลายของเสียในหลอดเลือด”
เราจะป้องกันโรคหัวใจวายได้อย่างไร วิธีป้องกันที่ดีที่สุด ก็คือจะต้องไม่ให้มีปริมาณของเสียเพิ่มขึ้นในเลือดจนไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ
คลอโรฟิลล์ มีสารลด “คลอเรสเตอรอล” กำจัดอนุมูลอิสระ(เพราะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ 2-0-GIV ) ลดการตกตะกอนของเกล็ดเลือดและช่วยละลายของเสียในหลอดเลือดด้วยเหตุนี้ คลอโรฟิลล์สามารถช่วยป้องกันและช่วยรักษาโรคหัวใจได้

“ลดระดับคลอเรสเตอรอล”
“ความดันโลหิตสูง” เป็นสภาวะอันตรายของคนในวัยกลางคนขึ้นไปสาเหตุเกิดจากการสะสมของคลอเรส-เตอรอล และหลอดเลือดอุดตัน
เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง ประการแรกคือ การลดระดับคลอเรสเตอรอล รายงานจากการทดลองพบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยป้องกันการดูดซึมคลอเรสเตอรอลในทางการแพทย์ปัจจุบันนี้ได้ใช้สารเบทาซโทสเตอรอล (Beta setoserol) ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลของคนป่วยที่มีคลอเรสเตอรอลสูง และสารเหล่านี้มีอยู่ในคลอโรฟิลล์ จากอัลฟัลฟ่า ในปริมาณมากพอสมควร
คลอดรฟิลล์ มีประสิทธิภาพสูง ดุจตัวยาที่ใช้ในการลดคลอเรสเตอรอลทางการแพทย์ แต่คลอโรฟิลล์เป็นพลังสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า ที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% จึงไม่มีผลข้างเคียงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

“ป้องกันมะเร็ง : โรคร้ายอันดับหนึ่งของโลก”
“มะเร็ง” เป็นโรคที่น่าสะพรึงกลัวในยุคของเรา และทำลายชีวิตสูงเป็นอันดับ 2 ทั้ง ๆ ที่มีการทดลองมาก แต่มนุษย์เป็นจำนวนมากก็ยังต้องตายเพราะโรคมะเร็ง
“มะเร็งเกิดจากเซลล์ร่างกายปกติ” ที่แปรเปลี่ยนสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็ง สารก่อมะเร็ง เช่น รังสี และสารพิษต่างๆ ทำให้เกิดการแปรเปลี่ยนนี้ นอกจากนี้สารเบนซไพรีน (Benzpyrene) ที่พบในเนื้อย่าง เผาก็เป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน จากการทดลองอย่างละเอียดพบว่า คลอโรฟิลล์สามารถกำจัดปฏิกิริยาที่จะก่อให้เกิดมะเร็งเหล่านี้

“คลอโรฟิลล์กับการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์”
.     “พลังสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า”  นี้มีสารอาหารหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่มีสารชนิดหนึ่งละลายน้ำได้และมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเอดส์ สารละลายตัวนี้ยังอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคเอดส์ด้วย
คลอโรฟิลล์ มีสารช่วยกระตุ้นการหลั่งของโปรแลคทีน (Prolactin) และฮอร์โมนทำให้เติบโต (Growth Hormone) จากต่อมใต้สมอง (Pitutiary) สารฮอร์โมนทั้งสองนี้จำเป็นต่อการรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยซ่อมแซมการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันตามปกติ นอกจากนี้สารฮอร์โมนทั้งสองยังมีหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้ฟื้นตัว
เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีอำนาจในการยับยั้งการแพร่พันธุ์ของเชื้อไวรัสเอดส์ ด้วยการเป็นตัวกระตุ้นให้มีออกซิเจนในระบบเลือดมากขึ้น ออกซิเจนนี้เองที่จะไปทำให้การเพิ่มขึ้นของไวรัส (HIV) ลดจำนวนลงในที่สุดและช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในสภาพมีพลานามัยดี คลอโรฟิลล์จึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านโรคเอดส์
เราได้ตระหนักดีว่าเอดส์ เป็นมหันตภัยต่อมนุษยชาติที่จะต้องหาทางกำจัดอย่างรีบด่วน การค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับโรคเอดส์ โดยใช้คลอโรฟิลล์ดำเนินการทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากผลการทดลองเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพสูงในการต่อต้านโรคเอดส์ สิ่งนี้จึงเป็นที่น่ายินดีและอาจเป็นหนทางใหม่ของการช่วยชีวิตมนุษย์จากโรคนี้ได้
ผลการวิจัยพบว่า “ผู้ป่วยโรคเอดส์” จะมีภูมิคุ้มกันผิดปกติและเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่ายและหายยากกว่าคนปกติทั่วไป คลอโรฟิลล์จะเข้าไปกระตุ้นต่อมไร้ท่อให้สร้างฮอร์โมนที่จะไปสั่งงานให้ระบบภูมิคุ้มกันได้อีกส่วนหนึ่ง ทำให้ระยะเวาลาของการติดเชื้อของผู้ป่วยโรคเอดส์ห่างออกไปเรื่อยๆ จนเกิดการติดเชื้อได้ยากและปกติในที่สุด จะเหลือแต่ HIV ที่ยังคงอยู่ในระบบเลือด แต่ทั้งนี้เลือดที่มีออกซิเจนมากขึ้นและมีความเป็นด่างมากขึ้นจะทำให้ HIV ไวรัสค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ (Human Immunodeficiency Virus คือ ไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคน ผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่ได้ตายเพราะไวรัส ชนิดนี้แต่ตายเพราะเชื้อโรคอื่นที่แทรกซ้อนเข้าไป เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกัน)

“คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพต่อโรคเบาหวาน”
“โรคเบาหวาน” เป็นโรคสลับซับซ้อน เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะยากแก่การรักษาโรคให้หายขาด โรคอ้วน การบริโภค อาหารผิดๆ และการขาดการออกกำลังกายมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้ อัตราการเกิดโรคนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ
ในปัจจุบันนี้ โรคเบาหวาน เป็นตัวก่อให้เกิดอาการโรคแทรกซ้อนอีกมากชนิดและที่เป็นอันตรายมากที่สุด คือการเสื่อมของระบบการไหลเวียนของเลือด (ประมาณ 40% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานเสียชีวิตด้วยโรคนี้)
“ คลอโรฟิลล์ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด” ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของโลหิต คลอโรฟิลล์จึงช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดอันเกิดจากโรคเบาหวาน จากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า คลอโรฟิลล์ ยังช่วยรักษาโรคเบาหวานอีกด้วย

“ผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด”
“โรคเบาหวาน” เกิดขึ้นเมื่อตับอ่อนไม่ผลิตฮอร์โมนอินสุลิน เมื่อขาดอินสุลิน กล้ามเนื้อจะไม่สามรถดูดซับน้ำตาลกลูโคสจากหลอดเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับปกติน้ำตาล เมื่อร่างกายไม่ดูดซึมก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะ นั่นคือแร่ธาตุอาหารจะไหลออกจากร่างกายโดยไม่ได้ประโยชน์การรักษาโรคเบาหวานที่ถูกต้องและที่ดีที่สุด คือการกระตุ้น

ให้ตับอ่อนสามารถทำการผลิตอินสุลินออกมาเองการฉีดอินสุลิน เข้าสู่ร่างกายนั้นเป็นวิธีการรักษาโดยทั่วไป
เราได้ค้นพบว่าบทบาทของคลอโรฟิลล์ ในร่างกายคนนั้น คล้ายคลึงกับอินสุลินมากเมื่อฉีดสารประกอบที่ละลายน้ำเข้าทางเส้นเลือดของหนู 2 กลุ่ม ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติและระดับน้ำตาลในเลือดสูง เกิดจากการฉีดกลูโคสเข้าไป เราพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทั้ง 2 กลุ่ม ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน แต่เมื่อให้หนูทั้ง 2 กลุ่ม กินคลอโรฟิลล์ ทางปากพบว่าหนูที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกตินั้น ระดับน้ำตาลในเลือดจะเปลี่ยนแปลงน้อยมากแต่หนูที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงสู่ระดับปกติหลังจากกินคลอโรฟิลล์
เนื่องจากการบริโภคคลอโรฟิลล์ได้พิสูจน์แล้วว่าจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติให้ลดลงมาเป็นปกติ ดังนั้นจึงจะกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า คลอโรฟิลล์ มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งสิ่งนี้จะเป็นข่าวดีที่สำคัญยิ่งต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานต่อไปก็ได้
ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคตับ
ผู้ที่ได้รับบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำ มีรายงานผลเกี่ยวกับการทำงานของตับดีขึ้น ถึงแม้ผู้ป่วยที่มีตับผิดปกติ เมื่อได้รับบริโภคคลอโรฟิลล์ เป็นประจำจะช่วยลดความผิดปกตินั้นได้อย่างมาก

คลอรีนและโปแตสเซี่ยมเป็นประโยชน์ต่อตับ
เราเชื่อว่าการที่คลอโรฟิลล์มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคตับได้ผลดีมันก็เพราะในคลอโรฟิลล์มีธาตุคลอรีนและโปแตสเซี่ยมสูง คลอรีนจะช่วยสลายไขมันที่สะสมในตับ โปแตสเซี่ยมก็มีความจำเป็นจำเป็นต่อตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักจะขาดโปแตสเซี่ยม
สัดส่วนของแร่ธาตุที่สมดุลในคลอโรฟิลล์ (เช่น คลอรีน และโปแตส-เซี่ยม) จะช่วยรักษาระบบการทำงานของตับ

คำตอบสำหรับผู้ที่มีกลิ่นตัวและลมหายใจเหม็น
คลอโรฟิลล์ มีประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นลมหายใจ (Halitosis) และกลิ่นตัวได้ดีอย่างดี ถึงแม้จะไม่ใช่อาการของโรคร้าย แต่ก็จะมีผลต่อชีวิตการทำงาน สังคมและชีวิตส่วนตัว การกำจัดปัญหาเรื่องกลิ่นตัวเหล่านี้จึงเป็นเรื่องให้สำหรับผู้มีปัญหา
คลอโรฟิลล์ มีคุณสมบัติในการระงับกลิ่นอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นนี้เป็นที่ทราบกันทั่วไป ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ทั่วไปในการดับกลิ่นลมหายใจและกลิ่นตัว จึงต้องมีคลอโรฟิลล์ ผสมอยู่ เช่น ในหมากฝรั่ง เป็นต้น คลอโรฟิลล์ สามารถออกฤทธิ์การกำจัดกลิ่นได้ดี การบริโภคคลอโรฟิลล์จะให้ผลกำจัดกลิ่นลมหายใจได้ทันที
กลิ่นลมหายใจมักเกิดจากเหงือกอักเสบมีหนอง หรือกระเพาะอาหารผิดปกติ คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพช่วยลดการอักเสบได้ดี จึงสามารถกำจัดกลิ่นที่ต้นเหตุได้อีกด้วย

กำจัดกลิ่นและแบคทีเรีย
คลอโรฟิลล์ ช่วยดับกลิ่นปากได้แต่มีพิเศษไปกว่านั้นก็คือ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นที่ต้นเหตุ กลิ่นตัวเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำปฏิกิริยากับเหงื่อไคล หรือสิ่งขับถ่ายของร่างกาย ทำให้เกิดกลิ่นรุนแรง การกำจัดกลิ่นโดยการยับยั้งแบคทีเรียสามารถทำได้ด้วยการใช้คลอโรฟิลล์ ทาบริเวณรักแร้หรือบริเวณที่ต้องการ จะดับกลิ่นได้ดี

ผิวพรรณสดใส รู้สึกสดชื่น
ทำไมเราถึงแก่ ถ้าเราสามารถตอบความลึกลับข้อนี้ได้และค้นพบวิธีการต่อต้านความชรา เราก็จะสามารถคงสภาพหนุ่มสาวได้ตลอดไป แต่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ทำไมบางคนแก่ช้ากว่าคนอื่น คำตอบของความลึกลับนี้เราทราบเพียงแต่ว่ามีความแตกต่างไปแต่ละคน แต่ยังไม่ทราบว่าอะไรคือ ความแตกต่างนั้น
มีคำกล่าวว่า “ขบวนการแก่เริ่มต้นที่หลอดเลือด” หลอดเลือดจะถูกออกซิไดซ์โดยอนุมูลอิสระออกไซด์ กรดไขมันเปอร์ออกไซด์ และสารที่แข็งของของเสียทั้งหลายทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและเสื่อมลง ยังผลทำให้ภาวการณ์หมุนเวียนโลหิตบกพร่องและความดันโลหิตสูง ซึ่งจะนำไปสู่การตีบตันและการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจด้วย การรักษาหลอดเลือดให้อยู่ในสภาวะหนุ่มสาวเข้าไว้ เราก็จะสามารถชลอขบวนการชราภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คลอโรฟิลล์ มีสารอาหารที่ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของไลโปโปรทีน(องค์ประกอบหลักทางหลอดเลือด) สารอาหารเหล่านี้ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว และรักษาคุณสมบัติการยืดหยุ่นของหลอดเลือดซึ่งช่วยชลอขบวนการแก่ชราได้ นอกจากนี้คลอโรฟิลล์ยังป้องกันการสะสมของคลอเรสเตอรอลในหลอดเลือด และจะช่วยปรับปรุงระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
หลอดเลือด คือ ท่อลำเลียงอาหารเข้าสู่ร่างกายและนำเอาของเสียออกจากร่างกาย หลอดเลือดที่สะอาด มีความยืดหยุ่นสูง จะช่วยให้ระบบลำเลียงอาหารและการขับถ่ายของเสียมีประสิทธิภาพสูง จึงมีผลโดยตรงต่อสุขภาพพลานามัยของหัวใจและร่างกาย

การกระตุ้นการหลั่งสารเคลือบกระเพาะด้วยคลอโรฟิลล์
คลอโรฟิลล์ สามารถช่วยรักษาสุขภาพของกระเพาะอาหาร ลำไส้ เราได้รับข่าวบ่อยครั้งจากผู้ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานเรื้อรัง จากการปวดท้องอย่างรุนแรงแจ้งมาว่า อาการปวดเหล่านี้จะหายไปเกือบทันทีเมื่อบริโภคคลอโรฟิลล์ นอกจากนี้ยังมีรายงานจำนวนมากจากผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง มีอาการหายเป็นปกติหลังจากบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำ
เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารเกิดจากคลอโรฟิลล์ เกลือแร่และเอ็นไซม์ในอัลฟัลฟ่ามีปฏิกิริยาร่วมกันนั่นเอง
ขั้นแรกสุดเอ็นไซม์จะช่วยย่อยอาหาร ต่อมาคลอโรฟิลล์จะช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร ตัวการกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อเล็กๆ ใหม่ในผนังของกระเพาะ ทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายไป
และสิ่งสุดท้ายก็คือ ระบบย่อยอาหารผิดปกติหรือการเกิดแผลในกระเพาะมักเกิดจากความเครียด เมื่อร่างกายมีความเครียด ธาตุโปแตสเซี่ยมจะถูกทำลายและการบีบรัดของกระเพาะทำงานไม่เป็นปกติ คลอโรฟิลล์มีธาตุโปแตสเซี่ยมสูงมากจะช่วยลดสภาวะการเครียดจากการขาดธาตุโปแตสเซียมได้ดี

ประสิทธิภาพที่น่าสนใจในการรักษาโรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังที่เกิดจากการแพ้
โรคภูมิแพ้ในเด็กพบอยู่ทั่วไป เช่น ช่องจมูกอักเสบ หอบหืดและโรคผิวหนังอักเสบ(Atopicdermatitis) เคยเชื่อกันว่า โรคภูมิแพ้ในเด็กจะหายไปเมื่อเด็กโตขึ้น แต่บางรายไม่หายแม้จะเติบโตเป็นหนุ่มสาว โดยเฉพาะกรณีผิวหนังอักเสบ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรงและเกาจนผิวหนังอักเสบเป็นผื่นแผลและผิวหนังเห่อหนาขึ้น
โรคภูมิแพ้เชื่อกันว่าเกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันไม่ปกติ วิทยาการทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันอย่างเพียงพอจึงทำให้ยังไม่อาจหาวิธีรักษาที่ดีได้

ต้นเหตุของปัญหา-ความเป็นกรดของเลือด
เมื่อนำเลือดจากผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มาตรวจ พบว่าจะมีความเป็นกรดแทนที่จะออกฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ ตามปกติเป็นที่น่าสังเกตุว่า ยาแก้โรคภูมิแพ้ส่วนมากจะช่วยกระตุ้นทำให้เลือดออกฤทธิ์เป็นกรดแทนที่จะรักษาอาการของโรคด้วยตัวยา การรักษาโรคภูมิแพ้ที่ดี คือ การปรับสภาพการทำงานของเซลล์ให้เป็นไปตามปกติ ซึ่งสิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือ การลดระดับความเป็นกรดของร่างกายนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จำนวนมากที่บริโภค คลอโรฟิลล์ ได้พบว่าอาการโรคภูมแพ้ได้ลดลงและหลายรายที่อาการได้หายขาด
ผู้ป่วยจำนวนมากในปัจจุบันนี้เป็นโรคภูมิแพ้ เพราะร่างกายของเขาอยู่ในสภาพกึ่งเป็นไข้ ร่างกายไม่อยู่ในสภาวะปกติ เพราะระบบการทำงานของร่างกายไม่ราบรื่น
สภาพเช่นนี้ อาจจะเกิดจากภาวะโภชนาการที่ไม่ถูกต้อง และมีการบริโภคสารอาหารที่แปลกปลอม (Conta-minated food) ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก็คือ การปรับสภาพร่างกายให้ปกติด้วย คลอโรฟิลล์ และบริโภคอาหารที่สะอาดเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ผิวพรรณแลดูเยาว์วัยดังปรารถนา
ทุกคนต้องการเก็บรักษาผิวพรรณเยาว์วัยของตนเองไว้ ผิวพรรณสดใสจะทำให้จิตใจสดชื่นอีกด้วยผิวหนังเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มองเห็นมากที่สุด ผิวหนังสดใสมีน้ำมีนวลทำให้ดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ
สตรีเป็นจำนวนมากหันมาใช้เครื่องสำอางนานาชนิดเมื่อผิวหนังเริ่มเสื่อมสภาพลงเครื่องสำอางไม่ได้ทำให้ผิวพรรณสดใสอ่อนวัยได้และเครื่องสำอางทำให้ผิวพรรณมีสีสันผิดแผกจากธรรมชาติ
เมื่อระบบอวัยวะภายในร่างกายไม่ทำงานเป็นปกติ ผิวหนังจะไม่เปล่งปลั่ง โดยเฉพาะเมื่อโลหิตและผิวหนังมีความเป็นกรด จะทำให้ผิวหนังแห้งเป็นขุย ไม่สดใสเพราระบบวัยวะภายในไม่ปกติหรือมีความเป็นกรด การบริโภคคลอโรฟิลล์ เป็นประจำทำให้ผิวหนังกลับมาสดใสได้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์ จะช่วยปรับระบบการทำงานของอวัยวะภายในและแก้ปัญหาความเป็นกรด คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพดียิ่งในการทะนุบำรุงผิวหนังให้แลดูอ่อนวัยมีน้ำมีนวล โดยความจริงแล้วคลอโรฟิลล์ให้ผลดีในการรักษาโรคผิวหนัง ส่งเสริมการทำงานของระบบอวัยวะในร่างกายทั้งหมด ผิวหนังที่เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลสดใส
นักกีฬาหรือนักมวยปล้ำต่างทราบดีว่า เมื่อร่างกายฟิตเต็มที่ ผิวหนังจะเปล่งปลั่งและดูเป็นมัน ผิวหนังที่เปล่งปลั่งมีเลือดฝาด บอกถึงสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงดี

รังสีอุลตร้าไวโอเล็ทและอากาศเสียเป็นอันตรายต่อผิวหนัง
ผิวหนังตามปกติจะได้รับการป้องกันจากไขมัน(สควาลีน)ซึ่งจะถูกขับออกมาจากเซลล์ผิวหนัง อย่างไรก็ตามรังสีอุลตร้าไวโอเล็ท ไนโตรเจนออกไซด์และอากาศเสียจะออกซิไดซ์ผิวหนังและเซลล์ทำให้เกิดฝ้าและจุดด่างดำ ซึ่งสามารถกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ในคลอโรฟิลล์จะยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นลดการอักเสบ กำจัดจุดด่างดำบนใบหน้าและชะลอความชรา

ผิวพรรณที่น่าชื่นชม
พลังสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า ไม่เพียงแต่แก้ไขระบบอวัยวะในร่างกาย แต่ยังช่วยทำให้ผิวหนังสวยงามเพราะเอ็นไซม์ ซุปเปอร์ออกซิไดดิสมูเทส นอกจากกำจัดอนุมูลอิสระแล้วยังมีประสิทธิภาพช่วยบำรุงผิวพรรณให้เยาว์วัย นอกจากนี้ยังมีไวตามินธรรมชาติบำรุงผิวอยู่อย่างสมดุล มีคนเป็นจำนวนมากเชื่อว่าไวตามินซี ช่วยบำรุงผิว จึงทำให้เกิดการบริโภคไวตามินซีสังเคราะห์เพียงอย่างเดียวในอัตราสูงมากจนน่าเกรงว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
ได้มีรายงานแจ้งจากผู้บริโภคคลอโรฟิลล์ ว่าอาการเป็นสิว ไฝ ฝ้า จุดด่างดำบนใบหน้าหรือปัญหาโรคผิวหนังไหม้จากแสงแดดหายได้ หลังจากบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำระยะหนึ่ง

ความสำคัญของการละลายน้ำได้
โดยปกติแล้วไม่ว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดใดก็ตาม เป็นที่ทราบกันในวงการแพทย์และเภสัชกรรมว่าสารที่อยู่ในรูปของการละลายในน้ำมัน (Oil Soluble) นั้นจะเกิดการตกตะกอนหรือจับนำเอาตะกอนไปสะสมอยู่ที่ตับ ซึ่งเท่ากับเป็นการสะสมสารพิษและสารพิษและทำลายตับโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภค จะมีกระบวนการผลิตที่ดีเพื่อให้สามารถอยู่ในรูปของการละลายน้ำได้ (Water Soluble) ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทั้งหมดไม่เหลือตะกอนใดๆ ให้ไปทำลายตับ

การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสกัด Chlorophyll ออกจากเยื่อหุ้มเซลล์ของ Chlorophyll ได้ (Cellulose) เนื่องจาก มนุษย์ไม่มีแอนไซม์

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.